เรื่อง ไวรัสที่ไม่มีชื่อ (Unnamed Virus)

บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นมา หรือได้มีการค้นพบทั้งภายในโลกหรือแม้แต่นอกโลกก็ตามแต่ ผู้ที่มีพบเห็นหรือผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรกก็จะทำการตั้งชื่อให้กับมัน และคงจะมีสิ่งที่ไม่ได้รับการตั้งชื่ออยู่แต่นั้นก็คงจะเป็นสิ่งที่น้อยมาก หรืออาจกำลังจะอยู่ในขั้นตอน  ของการตั้งชื่ออยู่ก็เป็นได้ แต่ถ้าของสิ่งนั้นไม่มีชื่อรียกเลยก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไร เราควรจะเรียกมันว่าอย่างไรดี

หลายๆ คงจะรู้ดีว่าในโลกของเรานี้มีสิ่งที่ต่างที่เกิดขึ้นมากมาย และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นและมนุษย์     อย่างเราๆ ก็ไม่สามารถที่จะหลีเลี้ยงมันได้ นั้นก็คือการเจ็บไข้ได้เพราะมันมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และโรคหรือไข้หวัดธรรมดาที่เกิดขึ้นนั้นก็เกิดมาจากแบคทีเรีย แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันนี้ได้มีการสร้างไวรัสขึ้นมาภายในห้องปฏิบัติการมากมาย และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย College London 

และห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์แห่งชาติได้ที่การสร้างไวรัสที่ไม่มีชื่อเรียกขึ้นมา ซึ่งมันก็มีการดำรงชีวิตเหมือนไวรัสจริง เช่นเดียวกับไวรัสที่มีชื่อว่า Phi-X174 ซึ่งเจ้าไวรัสที่ไม่มีชื่อนี้มีความอันตรายถึงตายของแบคทีเรียได้ ไวรัสที่ไม่มีชื่อจะโจมตีแบคทีเรียที่อยู่รอบ ๆ ตัวของมัน และภายในไม่กี่วินาทีพวกมันจะแตกตัวออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สามารถเกาะติดและสร้างรูบนร่างกายของแบคทีเรียซึ่งรูที่เกิดขึ้นนี้จะใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว  จนกระทั้งทำให้แบคทีเรียรั่วไหลซึม และแบคทีเรียก็จะตายหลังจากนั้นไม่นาน ถึงแม้ว่าจะมีความน่ากลัวต่อแบคทีเรียแต่ไวรัสที่ไม่มีชื่อนี้  

ก็ยังคงไม่เป้นอันตรายต่อมนุษย์อย่างแน่นอน ซึ่งในระหว่างการทดสอบมันจะไม่โจมตีเซลล์ของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตามันสามารถเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ เช่นเดียวกับไวรัสที่เกิดขึ้นในธรรมชาติโดยที่นักวิจัยหวังว่า     ผลลับจะถูกนำมาใช้ในการรักษา รวมไปถึงการศึกษาโรคแบคทีเรียในมนุษย์ แต่ไวรัสที่ไม่มีชื่อตัวนี้ก็ยังคง     

มีความสามารถที่น่ากลัวอยู่ดี เพราะว่าพวกมันนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงยีนของมนุษย์ได้ 

สำหรับไวรัสที่มีชื่อที่เราได้กล่าวมานี้ เป็นเพียงไวรัสตัวหนึ่ง  ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากห้องปฏิบัติการของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่นอกจากไวรัสที่ไม่มีชื่อที่ว่านี้แล้วก็ยังมีไวรัสอีกหลายชนิดที่เกิดขึ้นมาจากภายในห้องปฏิบัติการเช่นเดียวกัน และแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาบนโลกชองเรานั้นล้วนแล้วแต่ที่จะต้องมีชื่อ       

  แต่ถึงแม้ว่าในตอนนี้ไวรัสที่ไม่มีชื่อนี้  จะยังคงไม่มีชื่อแต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตมันอาจจะได้รับการตั้งชื่อก็เป็นได้

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

โรคเบาจืด

เราคุ้นเคยกับกลุ่มอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะของน้ำตาลอยู่ในเลือดสูง ที่เราเรียกว่า เบาหวาน ใครที่มีเครือญาติเป็นโรคนี้  ย่อมมีโอกาสเป็นกับตนเองได้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า มีอาการของกลุ่มโรคอีกชนิดหนึ่ง  ที่ความรุนแรงของผู้เป็นโรคนี้ ก็สุดแสนจะบรรยาย  กลุ่มอาการของโรคดังกล่าว คือ โรคเบาจืด ใช่ไม่ได้เขียนผิด  ชื่อโรคฟังไม่คุ้นหูแต่มีอยู่จริง เป็นภาวะที่ผู้ป่วย ปัสสาวะในปริมาณที่มากกว่า 2.5 ลิตร/วัน

ซึ่งโดยปกติปกติบุคคลทั่วไป จะปัสสาวะไม่เกินวันละ 2 ลิตร/วัน นั่นจึงเป็นสาเหตุของอาการขาดน้ำ ปัสสาวะจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะเจือจางมาก เนื่องจากมีการปัสสาวะบ่อย

โดยทั่วไปจะพบผู้ป่วยในกลุ่มอาการของโรคนี้ไม่มาก สาเหตุที่กรมการแพทย์รายงาน พบมากที่สุด มาจากสาเหตุของความผิดปกติของสมองส่วนต่อมใต้สมอง  ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อจากการการผ่าตัด     จนทำให้สมองไม่สั่งให้ร่างกาย  สร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการปัสสาวะเหมือนคนทั่วไป อีกสาเหตุหนึ่งที่พบรองลงมา คือ จากความผิดปกติของไต ที่ไม่สามารถดูดซึมน้ำกลับเข้าร่างกายในระดับที่สมดุลได้  และสาเหตุของสภาวะทางจิตใจ รวมถึงสาเหตุของผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาซ้ำนาน ๆ     

จากสาเหตุของการปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก จึงส่งผลโดยตรงกับร่างกาย คือ เกิดภาวะอ่อนเพลีย ซึ่งเกิดจากการเสียเกลือแร่เมื่อปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะบ่อยจึงส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือลุกลามไปถึงเกิดปัสสาวะรดที่นอน  เนื่องจากเกิดภาวะกลั้นไม่อยู่ขณะนอนหลับ ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มอาการของโรค เบาจืด เมื่อสังเกตที่บริเวณผิวหนัง จะแห้ง หรือปากคอก็แห้งไปด้วย  มีอาการวิงเวียนศีรษะ ร่วมมาด้วย หากไปพบแพทย์ก็จะตรวจพบ ภาวะความดันโลหิตต่ำ และหัวใจเต้นเร็วด้วย หากเป็นหนักขึ้น ก็จะพบ อาการวิงเวียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริวบ่อย รวมไปถึงอาการปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะบ่อย ๆ

แล้วถามว่า จะรักษาอย่างไร กลุ่มอาการนี้ จะรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรค เช่น หากเกิดจากการทำงานของสมองที่ทำงานผิดปกติ แพทย์ก็จะรักษาที่ต้นเหตุ เช่น การรักษาเนื้องอก  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการรักษามะเร็งสมอง แต่หากเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายบกพร่อง แพทย์ก็จะรักษาด้วยวิธี ให้ยากิน การฉีด และการพ่นจมูก เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณฮอร์โมนที่จะส่งผลต่อการควบคุมร่างกายให้ทำงานปกติ

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาจืด ที่เกิดจากสาเหตุการกระหายน้ำมาก ๆ ทั้งที่ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอแล้ว แพทย์ก็จะรักษาทางจิตเวชโดยจำกัดปริมาณน้ำดื่มของผู้ป่วย และประการสุดท้าย หากโรคเบาจืดที่เกิดจากผลข้างเคียงจากยาที่ใช้กับโรคอื่น แพทย์ก็จะหยุดยา และหาวิธีทดแทนการรักษาโรคนั่น ๆ

 

 

สนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

แผลร้อนในกับวิธีการช่วยให้แผลนั้นหายไว

การที่เรานั้นเป็นแผลร้อนในที่ทำให้เรานั้นแสบทุกครั้งที่เรานั้นจะรับประทานอาหารและเรานั้นก็รู้สึกได้ว่าเรานั้นแผลที่หลายคนนั้นคิดว่าการเป็นแผลร้อนในกันมาบ้างเพราะว่าแผลร้อนในเชื่อเชื่อว่าหลายคนนั้นต้อเคยเป็นซึ่งบางคนนั้นอาจจะเป็นบ่อยแต่ว่าบางคนนั้นก็อาจจะไม่ค่อยเป็นซึ่งการเป็นร้อนในนั้นมีใครรู้บ้างว่าเกิดจากอะไร แล้วต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะให้หายเร็วๆมาดูวิธีกัน  

สาเหตุของแผลร้อนใน 

แผลร้อนในหรือว่าเป็นแผลในช่องปากนั้นเกิดจากเยื่อในช่องช่องปากนั้นเกิดอาการอักเสบ จึงทำให้เรานั้นเป็นแผลในบางครั้งนั้นเราเป็นแผลที่อักเสบที่ค่อนข้างลึก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในทั่วช่องปากไม่ว่าจะเป็นกระพุ้งแก้ม เพดานปาก  เหงือก  ลิ้น นั้นเมื่อเราเป็นนั้นจะรู้ว่าไม่ว่าเรานั้นจะกินอะไรก็แล้วแต่นั้นจะเกิดอาการอักเสบหรือว่าแสบทั่วปากเวลาที่จะกินน้ำนั้นก็ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าแสบปากมากแต้พอเมื่อเรากินของที่เรานั้นชอบบอกเลยว่าโครตทรมานอย่างมากเพราะว่ากินได้แต่ก่อนที่เรานั้นกินจะมีอาการแสบ บางครั้งกินเข้าไปแล้วรู้สึกว่าแสบจนน้ำตานั้นไหลเลยก็ว่าได้

วิธีรักษาแผลร้อนในให้หายเร็วๆ 

 

  • เรานั้นบ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุกๆ2 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลนั้นร้อนและระคายเคือง และทำให้แห้งตึงมากจนเกินไป
  • ควรที่จะเลือกใช้แปลงสีฟันที่มีขนนุ่มวันละ 2 ครั้งหลังที่เรานั้นรับประทานอาหาร 
  • แต่หากว่าเรานั้นเป็นแผลที่ปากค่อนข้างวใหญ่นั้นให้เรานั้นใช้ผ้านั้นม้วนที่นิ้วแต่ว่าต้องเป็นผ้าที่สะอาดพันไว้ที่ปลายนิ้วแล้วเช็ดทำความสะอาดฟันและเหงือก และซอกฟันแทนการแปลงฟัน 
  • เลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เพื่อที่จะป้องกันฟันผุ 
  • เราควรที่เลือกอาหารการกินที่เป็นอาหารอ่อน
  • ไม่ควรที่เรานั้นจะกินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดหรือว่าเค็มมากเกิน หรือว่าเปี้ยว 
  •  ไม่ควรที่จะกินอาหารที่เย็นและก็ร้อน 
  • เราก็ควรที่ไม่กินแอลกอฮอลและก็ไม่ควรที่จะดูดบุหรี่ หมากพูลเป็นต้น 
  • เรานั้นควรที่จะกินน้ำผลไม้ที่ไม่แยกกากเพื่อที่จะป้องกันเมื่อเรานั้นเกิดอาการเจ็บปากแล้วกินไม่ได้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก 
  • เราต้องพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง 
  • เราควรที่จะออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือว่า 1 ชั่วโมงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง 
  • เราควรที่จะกินน้ำให้เพียงพอและเรานั้นต้องตรวจดูว่าฉี่ของเรานั้นเป็นสีอะไร 

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

โรคเสียคนตอนแก่           

           เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า คนเรามีภาวการณ์เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจจากเด็กไปเป็นวัยรุ่นและเปลี่ยนจากวัยรุ่นไปเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งในช่วงของการปรับตัวนี้ สภาวะจิตใจของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่ไม่ใช่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากวัยรุ่นมาเป็นผู้ใหญ่เท่านั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงของจิตใจในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่ได้ด้วย เรียกว่า วิกฤตวัยกลางคืน หลายคนคงเพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกใช่ไหมคะ วิกฤตวัยกลางคน

คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจในคนที่มีอายุระหว่าง 35-50 ปี  ซึ่งเป็นได้ทั้งชายและหญิง โดยอาการนี้เกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ร่างกายไม่กระฉับกระเฉงเหมือนตอนเป็นหนุ่มสาวทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง และเกิดจากการกดดันตัวเองที่ให้คนอื่นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่ตัวเองยังคงอยู่กับที่ ทำให้ไม่พอใจกับชีวิตของตัวเอง จนทำให้รู้สึกท้อแท้หมดหวังในชีวิต เริ่มรู้สึกสับสนในตัวเอง และมักจะน้อยใจเมื่อคนรอบข้างให้ความสำคัญตัวเองน้อยลง และจะเริ่มรู้สึกผิดหวังกับคนรอบข้าง คิดว่าคนรอบข้างไม่รัก รวมถึงบางคนมีความคิดอยากกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้งถึงขนาดเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นไปทำศัลยกรรม หรือพยายามแต่งตัวให้ดูเด็ก

            หากต้องการทราบว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังจะตกเป็นผู้ที่เป็นวิกฤตวัยกลางคนหรือไม่ สังเกตได้จาก หากมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพเราจะตื่นตูมจนดูโอเวอร์ เริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างและชอบตั้งคำถามให้ตัวเองว่าเราอายุขนาดนี้แล้ว มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง เริ่มเห็นคนอื่นเก่งกว่าตัวเองแล้วนำมาเปรียบเทียบให้ตัวเองเสียใจ จนรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจในการทำงานและการดำเนินชีวิต รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย คนในครอบครัวไม่รัก และเริ่มอยากจะกลับไปเป็นช่วงวัยรุ่นที่ยังมีคนให้ความสนสำคัญให้ความสนใจ 

          หากไม่อยากต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤตวัยกลางคน ควรดูแลตัวเอง ด้วยการคิดบวก ไม่ต้องเปรียบเทียบชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองกับใคร เมื่อมีปัญหาให้ปรึกษาคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด อย่าพยายามคิดเองคนเดียว มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจก็ให้ระบายออกมาอย่าเก็บไว้ พยายามตั้งสติตลอดเวลาอย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล หาเวลาว่างไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ พักผ่อนให้เพียงพอ และหาเวลาไปออกกำลัง หากรู้สึกเบื่อก็ลองหาอะไรทำ เช่นนัดเจอเพื่อนเก่าๆสมัยเรียน 

        อาการวิกฤตวัยกลางคน จะไม่เกิดขึ้นกับเราเลย หากเราทำได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การทำชีวิตให้มีความสุข ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่การพักผ่อนและหมั่นออกกำลัง จะทำให้กำลังใจของคุณดีขี้นและคุณก็จะห่างไกลกับคำว่าวิกฤตวัยกลางคนแน่นอน 

 

สนับสนุนโดย  รวมเว็บหวยออนไลน์

ประโยชน์ของผักคะน้า

ประโยชน์ของผักคะน้าที่เราคิดว่าหลายคนนั้นคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ว่าเอามาผัดใส่กับเนื้อสัตว์นั้นก็อาร่อยและยังทำได้อีกหลายเมนูไม่ว่าจะต้ม  หรือชุปแป้งทอดนั้นเราก็สามารถที่จะเลือกทำได้อยู่ที่เราจะเอามาดัดแปลงว่าเราจะทำอาหารอะไรกันอย่างอาหารที่เราจำเป็นต้องมีคะน้านั้น   อย่างเช่น  ผัดซีอิ้ว   ราดหน้า  ข้าวผัด  ผัดคะน้าหมูกรอบ  คะน้าปลาเค็มอย่างนี้เป็นต้น นอกคะน้านั้นเป็นผักที่เราหาซื้อได้ง่ายแล้วตามท้องตลาดนั้นเรายังสามารถที่จะปลูกกินเองก็ได้  เพราะว่าคะน้านั้นเต็มไปด้วยอุดมสารประโยชน์มากมายที่เราเชื่อว่าหลายคนนั้นยังไม่รู้  

  เรามารู้จักผักคะน้ากันค่ะ 

คะน้าเป็นผักที่เราคุ้นเคยนั้นเป็นต้น   คะน้านั้นเป็นต้นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย  ซึ่งนิยมที่จะป,กในประเทศจีน ใต้หวัน  ฮ่องกง  มาเลเซีย  และไทย  ซึ่งต้นนั้นเป็นต้นใหญ่อวบๆ ลำต้นสีเขียวแต่ใบนั้นเป็นสีเขียวเข้มซึ่งเรานั้นสามารถที่จะกินได้ทั้งต้นและใบ ซึ่งเรานั้นสามารถที่จะกินได้  และการที่เราเอาต้นและใบนั้นมาทำกับข้าวกิน

ประโยชน์ของผักค้า    คะน้านั้นเป็นผักที่รวมจำพวกแร่ธาตุ  วิตามิน  และสารอาหารนั้นมากมาย  โดยเฉพาะตรงยอดอ่อนนั่นเองที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและเกลือแร่  ซึ่งคะน้านั้นมีประโยชน์อีกมากมายที่เราเชื่อว่าหลายคนนั้นก็ยังไม่รู้  

  1. ช่วยป้อนกันโรคมะเร็ง  คะน้านั้นอุดมไปด้วยคุณสมบัติการต้านเซลล์มะเร็งและยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันซึ่งยังช่วยในเรื่องของการช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื้อ  และยังช่วยลดอาการเสี่ยงของอาการที่เราเจ็บป่วยนั้นได้อีกด้วย   การที่เลือกกินคะน้านั้นเป็นประจำก็จะเป็นการช่วยให้เรานั้นไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง  และลำไส้ใหญ่  กระเพาะอาหาร  ปอด  และเต้านมอีกด้วย  
  2. ช่วยในเรื่องการป้องกันเรื่องโรคโลหิตจาง    คะน้านั้นมีใครรู้บ้างว่าคะน้านั้นช่วยในเรื่องการป้องกันการเกิดโรคจางเนื่องจากผักนั้นมีธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส  ซึ่งช่วยในเรื่องของการช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด  และก็บำรุงเลือด  เพื่มการไหลเวียนของเลือดนั้นดีขึ้น  
  3. ช่วยป้อนกันโรคต้อกระจก  การที่เรากินคะน้านั้นช่วยในการลดอาการเสี่ยงของการเป็นต้อกระจกนั้นด้วย   
  4. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน  การที่เรากินคะน้าเป็นการที่เราช่วยในเรื่องของเรื่องกระดูกพรุนมีใครนั้นรู้บ้างการที่เรากินคะน้าจะช่วยในเรื่องนี้  การที่เรากินคะน้าและนมจะช่วยในการเรื่องการป้องกันของแคลเซี่ยมนั่นเอง การที่เรากินคะน้า  1 ถ้วย  เท่ากับการที่เรากินนมหนึ่งแก้ว   ส่วนใครที่ไม่ชอบทานนมนั้นก็ลองหันมากินคะน้าแทนแล้วกัน   

 

สนับสนุนโดย   ซื้อหวยลาว4ตัว

มากินผลไม้แก้ท้องผูกกันเถอะ 

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาท้องผูกท้องอืดท้องเฟ้อถ่ายไม่ออกซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลของการไม่ทานผักทานน้ำน้อยหรือเหตุผลอื่นๆอีกมากมายและโดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการแก้ปัญหาท้องผูกโดยมากมักจะทำการซื้อยาบ่ายมากินเองเพื่อช่วยให้ท้องได้มีการระบายลมออกไปแต่ความเป็นจริงแล้วหากเรากินยาระบายไปบ่อยมันจะส่งผลให้ท้องเราก็เกิดความเคยชินหากวันไหนไม่ได้กินก็จะมีอาการท้องผูกเหมือนเดิม

ดังนั้นเราจึงควรหันมาทานผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยเรื่องในการแก้ปัญหาท้องผูกจะทำให้เราได้คุณประโยชน์จากผลไม้นอกเหนือจากเรื่องของการแก้ท้องผูกได้ดีอีกด้วยมาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้างที่น่าสนใจ 

1 ลูกพรุนผู้คนจำนวนมากคงรู้อยู่แล้วว่าลูกพรุนมีใหญ่อาหารออกจะเยอะแยะแล้วก็มีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมายไก่กองเพราะฉะนั้นหากปรารถนาให้ทุกคนเป็นยาระบายควรจะกินลูกพรุนเพื่อจะได้ช่วยทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการท้องผูกอีกต่อไปแถมการรับประทานลูกพรุนก็ทำให้ร่างกายรู้สึกดีอีกด้วย 

 2 น้ำส้มคั้นน้ำผลไม้ที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ผู้หญิงผู้ชายก็สามารถกินได้เพราะรสชาติแสน อร่อยหวานหน่อยหน่อยเปรี้ยวนิดนิดที่สำคัญน้ำส้มคั้นช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงจึงช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอการรับประทานน้ำส้มคั้นที่ดีนั้นควรจะขันจากผลส้มแท้ 100% และใส่น้ำตาลเจือปนลงไปเพราะอาจจะทำให้ผู้ที่กินมีร่างกายที่อ้วนท้วนและมีน้ำตาลในเลือดสูงได้ 

3 กล้วยน้ำว้าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าการกินกล้วยน้ำว้าจะช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีซึ่งเราสามารถหาซื้อกล้วยน้ำว้าได้ตามตลาดหรือตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปโดยผู้นำว้าจะมีราคาไม่สูงมากนักอีกทั้งยังมีประโยชน์กับร่างกายมากมายอีกด้วยดังนั้นการกินกล้วยน้ำว้าเพื่อช่วยในเรื่องของการระบายท้องจึงเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดอีกอย่างหนึ่ง 

4 มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมาถึง มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมะละกอสุกจะทำให้คุณไม่เป็นโรคท้องผูกอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

แช่น้ำอุ่น หรือน้ำเย็นดี หาก ปวดเท้า-ปวดขา เนื่องจากว่าเดิน-ยืนนานๆ

ขณะใดก็ตามที่พวกเรามีกิจกรรมที่จะต้องเดิน หรือยืนนานๆ ตัวอย่างเช่น เดินเล่นในบ้านนอก หรือต่างแดน และยังรวมไปถึงการเดินหรือวิ่งเพื่อการบริหารร่างกายสำหรับมือใหม่ที่อาจจะเป็นผลให้รู้สึกเจ็บปวดเมื่อยล้ากระทั่งทรมาทรกรรม หลายท่านก็เลยมักเดินเข้าห้องสุขา เปิดน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าแช่ขาในอ่างน้ำอย่างมีความสุข ในความเป็นจริงแล้วถ้าเกิดมีลักษณะอาการเมื่อยขา แล้วก็เท้าหลังจากเดิน หรือยืนนานๆ อย่างงี้ พวกเราควรจะแช่น้ำอุ่นหรือไม่นะ ?

บางทีอาจจะฟังมองแปลกไปสักนิด แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วถ้ามีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเท้า แล้วก็ขาจากการเดิน หรือยืนนานๆ มาทั้งวัน ควรจะแช่เท้า รวมทั้งขาในน้ำเย็น เพราะเหตุว่าน้ำเย็นจะช่วยทำให้เส้นโลหิตหดตัว ช่วยลดสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการอักเสบ ก็เลยทำให้ลักษณะของการปวดบวมจากการอักเสบของกล้ามลดน้อยลงได้

ถ้าเกิดสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงใช้น้ำเย็น ทดลองดูพลาสเตอร์ปิดเท้า ปิดขาที่ขายอยู่ตามตลาดได้ มักเป็นแผ่นติดที่มีฤทธิ์เย็น เพราะว่าจะมีคุณลักษณะช่วยลดการอักเสบปวดบวมของกล้ามได้ดิบได้ดีนั่นเอง

แล้วพวกเราควรจะแช่เท้าในน้ำอุ่นตอนไหน ?
การแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นประโยชน์ในด้านของการคลายเครียด นอนง่าย ด้วยเหตุว่าน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเกิดต้องการบรรเทาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจนอนให้สบายในช่วงกลางคืน ทดลองแช่เท้าในน้ำอุ่นราว 36-38 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 10-15 นาที ถูเท้าให้แห้ง หรือบางทีก็อาจจะทาครีมบำรุงสำหรับเท้าด้วย จะช่วยทำให้พวกเรารู้สึกบรรเทามากยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ข้อควรระวังสำหรับเพื่อการแช่เท้าในน้ำ
– ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น ควรรอบคอบในเรื่องของความสะอาดของน้ำที่จะแช่เท้าด้วย

– สังเกตดูให้ดีก่อนว่าเท้ารวมทั้งขาที่จะสัมผัสกับน้ำมีผิวหนังส่วนไหนที่มีรอยแผลหรือเปล่า หากมี ยังไม่สมควรแช่น้ำ บางทีอาจใช้แนวทางประคบเย็น หรือร้อนแทนไปก่อน เพื่อคุ้มครองป้องกันแผลเปื่อยยุ่ย หรือแผลติดโรค

– อย่าผสมอะไรลงไปในน้ำไม่ดูตาม้าตาเรือ รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจเกิดอาการแพ้ได้

– คนเจ็บโรคเบาหวานไม่สมควรแช่เท้าในน้ำ เพราะว่าอาจมีประสาทรับความรู้สึกช้าจนถึงทำให้ไม่รอบคอบเรื่องของอุณหภูมิของน้ำที่สมควร แล้วก็อาจมีแผลที่ผิวหนังที่ผู้เจ็บไข้ไม่เคยทราบ

– ไม่สมควรแช่เท้าในน้ำร่วมกับคนอื่นๆ บางทีอาจเสี่ยงติดเชื้อได้

กาแฟ ดื่มไม่เกินวันละกี่แก้วถึงจะดีต่อสุขภาพ

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุนิยมดื่มกัน เพราะวัยต่างๆ เหล่านี้มักพักผ่อนไม่เพียงพอและง่วงนอนเสมอกเมื่อตอนตื่นรวมถึงระหว่างวัน จึงจำเป็นต้องพึ่งพากาแฟ เป็นเพื่อนยามยากคอยปลุกให้ตื่น แต่เมื่อเราทานกาแฟมาเป็นระยะเวลานานจะเริ่มรู้สึกว่าแก้วเดียวต่อวันมันคงไม่พอจะทำให้ตื่นซะแล้ว ขยับไปเป็น 2 แก้ว ไปเรื่อยๆ ก็เป็น 3 แก้ว หรือมากกว่านี้ จนบางทีก็รู้สึกว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ แล้วเท่าไหร่ถึงจะไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะบางครั้งเราก็อาจจะกินมากเกินไปจนตาค้างและระวังช็อค และกลายเป็นผู้เสพติดคาเฟอีน วันนี้เรามีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้วมาบอกกัน

ไม่ควรดื่ม “กาแฟ” เกินวันละกี่แก้ว?
จากผลงานวิจัยเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ได้อธิบายไว้ว่า การดื่มกาแฟมากกว่า 6 แก้วต่อวัน จะยิ่งทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยได้ระบุและชี้แจงไว้เพิ่มเติมว่า การดื่มกาแฟที่ปริมาณ 6 แก้วต่อวัน เป็นปริมาณของกาแฟที่เริ่มก่อผลเสียต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด”

ทั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลงานวิจัยนั้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วโลก 100% เพราะข้อมูลจากการศึกษานี้ได้ข้อมูลและทำการศึกษาจากคนยุโรป ซึ่งมีสภาพร่างกายแตกต่างจากคนเอเชีย ปริมาณกาแฟที่จะก่อผลเสียในคนเอเชียนี้จึงน่าจะต่างจากนี้ได้บ้าง

งานวิจัยญี่ปุ่นระบุว่า คนเราไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 5 แก้ว
จากผลการศึกษาที่ได้จากงานวิจัยญี่ปุ่นพบว่ามีความสอดคล้องกับผลงานของมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย โดยในงานวิจัยระบุว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 5 แก้วจะช่วยลดอัตราตายจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวันกลับจะพบผลเสียต่อสุขภาพได้

จึงสามารถทำการสรุปได้ว่า ในหมู่คนไทยนั้นไม่ควรดื่มกาแฟ เกินวันละ 3-4 แก้วต่อวัน จึงจะดีและไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะถึงแม้ในบางคนจะมีพื้นฐานร่างกายที่สามารถทนทานต่อการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ แต่อย่างไรการดื่มกาแฟมาเกินไปก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอยู่ดี นอกจากนี้ยังเสี่ยงทำให้เราเสพติดคาเฟอีนแบบไม่รู้ตัว และทำให้ฟันมีคราบเฟลือง

โรคท้าวแสนปม ไม่ใช่โรคติดต่อ

สถาบันโรคผิวหนัง เผยว่า โรคท้าวแสนปมสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้เท่านั้น ไม่ใช่โรคติดต่อแบบที่ทุกคนเข้าใจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ

สาเหตุของโรคท้าวแสนปม
โรคท้าวแสนปมเป็นผลมาจากมิวเทชันหรือการกลายพันธุ์ในยีน เมื่อยีนส์กลายพันธุ์จะทำให้เกิดความผิดปกติของโปรตีนที่ควบคุมเนื้อเยื่อเส้นประสาท ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อตามแนวเส้นประสาท และไปกดทับเส้นประสาท จะทำให้เกิดอาการเจ็บ อีกทั้งยังตอบสนองต่อการสัมผัส หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้เร็ว โรคท้าวแสนปมสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อย่างเด่นชัด ถ้าผู้ป่วยมีลูก ลูกเสี่ยงที่จะเป็นโรคเท้าแสนปมได้ถึง 50% นอกจากนี้ยังสามารถพบได้จากความผิดปกติของยีนในร่างกาย ซึ่งไม่ได้รับมาจากบิดามารดาโดยตรงถึงร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั้งหมด

การรักษาโรคท้าวแสนปม
ปัจจุบันการรักษาโรคท้าวแสนปมยังไม่มีวิธีที่เห็นผลดีขนาดนั้น ส่วนมากจะรักษาตามอาการและทำการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้อาจจะทำการตรวจทางจักษุวิทยา ตรวจคัดกรองมะเร็ง และการตรวจวัดความดันโลหิตทุกปี สำหรับก้อนเนื้อตามผิวหนังหากเป็นก้อนเดี่ยวหรือมีจำนวนไม่มาก ถ้าหากอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดออก แต่ถึงแม้ตัดออกก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก
อย่างไรก็ตามโรคท้าวแสนปมไม่ใช่โรคติดต่อ โปรดเห็นใจผู้ป่วยและอย่ารังเกียจ เพราะผู้ป่วยต้องการกำลังใจเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

เผาผลาญไขมัน ด้วยผลไม้

สูตรสำเร็จตายตังที่ไม่มีวันเปลี่ยนไม่ว่าจะนานเท่าไรของการ “ลดน้ำหนัก” คือการควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ถ้าให้อธิบายการควบคุมอาหารอย่างสั้นๆ ก็คือการลดการทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว แป้งและน้ำตาลทั้งหลาย รวมถึงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์สูง เช่น ขาหมู เนื้อย่างติดมัน เป็นต้น และทดแทนอาหารเหล่านั้นด้วยผักผลไม้แทน

แต่ถ้าหากอยากให้การลดน้ำหนักของคุณเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้น อยากให้คุณได้ลองกินผลไม้เหล่านี้ เพราะมันช่วยให้ร่างกายของคุณ “เผาผลาญไขมัน” ที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้น

ผลไม้ช่วย “เผาผลาญไขมัน” อยากผอมต้องกิน

  • เชอร์รี่เปรี้ยว
    เชอร์รี่มีหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับสายพันธุ์ที่อยากแนะนำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักได้ลิ้มลองกัน คือเชอร์รี่เปรี้ยว มีสีแดงเหมือนเชอร์รี่ทั่วไป แต่เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานการวิจัยว่า หลังจากให้หนูทดลองกินเชอร์รี่เปรี้ยวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ หนูมีขนาดพุงที่ลดลงถึง 9% ซึ่งมากกว่าหนูที่ถูกเลี้ยงให้ควบคุมอาหารแนวตะวันตก หรือ Western Diet ธรรมดา

นอกจากนี้เชอร์รี่เปรี้ยวยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และลดอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
    แม้ว่าจะยังคงเป็นผลไม้จากต่างประเทศ แต่หากได้รับรู้รสชาติ และสรรพคุณของมันแล้ว อาจจะทำให้เราอยากหามาลองกินกันด่วนๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีหลากหลายรสชาติให้เลือกกินกันอย่างมากมายแล้ว ยังมีพอลิฟีนอล (Polyphenol) ที่เป็นสารอาหารที่มีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน และเบาหวานได้อีกด้วย

ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหญิงเท็กซัส ระบุว่า หนูทดลองที่กินเบอร์รี่ 3 หน่วย และผลเบอร์รี่เป็นอาหารทุกวัน ช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันในร่างกายได้มากถึง 73% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ มากินกันทุกวันด้วยนะ

  • แตงโม
    เราอาจจะคิดว่าแตงโมลูกโตๆ หวานๆ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล แต่จริงๆ แล้วแตงโมถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยมาก จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ ระบุว่า การกินแตงโมช่วยลดการสะสมของไขมัน และลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะเป็นผลไม้สำหรับคนลดน้ำหนักแล้ว ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย

 

  • เกรฟฟรุต
    ผลไม้ตระกูลซิตรัสที่มีรสเปรี้ยวอมหวานและติดขมที่ปลายลิ้นนี้ ช่วยลดพุง และลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดีเลยทีเดียว งานวิจัยเผยว่า หากเรากินเกรฟฟรุตทุกมื้อเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน สามารถลดขนาดเอวลงได้เฉลี่ย 1 นิ้ว โดยนักวิจัยให้เหตุผลว่าอาจมาจากประโยชน์ของสารพฤกษเคมี และวิตามินซีที่มีอยู่ในเกรฟฟรุตนั่นเอง

 

  • แอปเปิ้ล
    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่น้ำตาลน้อย และยังมีกากใยอาหารสูง ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ด้วยกากใยอาหารที่สูง จึงทำให้เป็นผลไม้ที่กินแล้วอิ่มง่าย อิ่มเร็วขึ้น จึงมักกินหลังมื้ออาหาร หรือใส่ลงไปในมื้ออาหารอย่าง สลัด The Wake Forest Baptist Medical Center ระบุว่า หากกินแอปเปิ้ลที่มีกากใยอาหาร 10 กรัมเป็นประจำ จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ 3.7% ภายในระยะเวลา 5 ปี

แอปเปิ้ลที่แนะนำให้ทาน จะเป็นแอผปิ้ลพันธุ์ผิวสีชมพู จะมีน้ำตาลน้อยที่สุด

  • ลูกท้อ พีช
    ลูกท้อ และพีช และผลไม้ตระกูลใกล้เคียง ช่วยป้องกันโรคเมแทบอลิกซินโดรม (ภาวะที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ฯลฯ) ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

 

  • แพร์ สาลี่
    นอกจากรสชาติหวานฉ่ำน้ำแล้ว ยังช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น แคลอรี่ต่ำ (100 กรัม ให้พลังงาน 56 KCal) กากใยอาหารของลูแพร์ และสาลี่ยังช่วยเรื่องการขับถ่าย มีวิตามินซี และเอสูง ช่วยลดอาการอักเสบ และยังดีต่อสุขภาพผิวโดยทั่วไปอีกด้วย

น้ำตาลในผลไม้เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนักหากเรากินผลไม้เข้าไปทั้งลูก ทั้งชิ้น โดยเคี้ยวกลืนลงท้องไปพร้อมกับกากใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยลดน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และให้วิตามินกับร่างกายเต็มๆ ดังนั้นควรเลือกกินผลไม้สดเป็นลูก เป็นชิ้น มากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้แยกกาก เพราะจะได้รับแต่น้ำตาลมากกว่าประโยชน์อื่นๆ