ประโยชน์ของผักคะน้า

ประโยชน์ของผักคะน้าที่เราคิดว่าหลายคนนั้นคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ว่าเอามาผัดใส่กับเนื้อสัตว์นั้นก็อาร่อยและยังทำได้อีกหลายเมนูไม่ว่าจะต้ม  หรือชุปแป้งทอดนั้นเราก็สามารถที่จะเลือกทำได้อยู่ที่เราจะเอามาดัดแปลงว่าเราจะทำอาหารอะไรกันอย่างอาหารที่เราจำเป็นต้องมีคะน้านั้น   อย่างเช่น  ผัดซีอิ้ว   ราดหน้า  ข้าวผัด  ผัดคะน้าหมูกรอบ  คะน้าปลาเค็มอย่างนี้เป็นต้น นอกคะน้านั้นเป็นผักที่เราหาซื้อได้ง่ายแล้วตามท้องตลาดนั้นเรายังสามารถที่จะปลูกกินเองก็ได้  เพราะว่าคะน้านั้นเต็มไปด้วยอุดมสารประโยชน์มากมายที่เราเชื่อว่าหลายคนนั้นยังไม่รู้  

  เรามารู้จักผักคะน้ากันค่ะ 

คะน้าเป็นผักที่เราคุ้นเคยนั้นเป็นต้น   คะน้านั้นเป็นต้นกำเนิดอยู่ในทวีปเอเชีย  ซึ่งนิยมที่จะป,กในประเทศจีน ใต้หวัน  ฮ่องกง  มาเลเซีย  และไทย  ซึ่งต้นนั้นเป็นต้นใหญ่อวบๆ ลำต้นสีเขียวแต่ใบนั้นเป็นสีเขียวเข้มซึ่งเรานั้นสามารถที่จะกินได้ทั้งต้นและใบ ซึ่งเรานั้นสามารถที่จะกินได้  และการที่เราเอาต้นและใบนั้นมาทำกับข้าวกิน

ประโยชน์ของผักค้า    คะน้านั้นเป็นผักที่รวมจำพวกแร่ธาตุ  วิตามิน  และสารอาหารนั้นมากมาย  โดยเฉพาะตรงยอดอ่อนนั่นเองที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและเกลือแร่  ซึ่งคะน้านั้นมีประโยชน์อีกมากมายที่เราเชื่อว่าหลายคนนั้นก็ยังไม่รู้  

  1. ช่วยป้อนกันโรคมะเร็ง  คะน้านั้นอุดมไปด้วยคุณสมบัติการต้านเซลล์มะเร็งและยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันซึ่งยังช่วยในเรื่องของการช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื้อ  และยังช่วยลดอาการเสี่ยงของอาการที่เราเจ็บป่วยนั้นได้อีกด้วย   การที่เลือกกินคะน้านั้นเป็นประจำก็จะเป็นการช่วยให้เรานั้นไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง  และลำไส้ใหญ่  กระเพาะอาหาร  ปอด  และเต้านมอีกด้วย  
  2. ช่วยในเรื่องการป้องกันเรื่องโรคโลหิตจาง    คะน้านั้นมีใครรู้บ้างว่าคะน้านั้นช่วยในเรื่องการป้องกันการเกิดโรคจางเนื่องจากผักนั้นมีธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส  ซึ่งช่วยในเรื่องของการช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือด  และก็บำรุงเลือด  เพื่มการไหลเวียนของเลือดนั้นดีขึ้น  
  3. ช่วยป้อนกันโรคต้อกระจก  การที่เรากินคะน้านั้นช่วยในการลดอาการเสี่ยงของการเป็นต้อกระจกนั้นด้วย   
  4. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน  การที่เรากินคะน้าเป็นการที่เราช่วยในเรื่องของเรื่องกระดูกพรุนมีใครนั้นรู้บ้างการที่เรากินคะน้าจะช่วยในเรื่องนี้  การที่เรากินคะน้าและนมจะช่วยในการเรื่องการป้องกันของแคลเซี่ยมนั่นเอง การที่เรากินคะน้า  1 ถ้วย  เท่ากับการที่เรากินนมหนึ่งแก้ว   ส่วนใครที่ไม่ชอบทานนมนั้นก็ลองหันมากินคะน้าแทนแล้วกัน   

 

สนับสนุนโดย   ซื้อหวยลาว4ตัว

มากินผลไม้แก้ท้องผูกกันเถอะ 

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาท้องผูกท้องอืดท้องเฟ้อถ่ายไม่ออกซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลของการไม่ทานผักทานน้ำน้อยหรือเหตุผลอื่นๆอีกมากมายและโดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการแก้ปัญหาท้องผูกโดยมากมักจะทำการซื้อยาบ่ายมากินเองเพื่อช่วยให้ท้องได้มีการระบายลมออกไปแต่ความเป็นจริงแล้วหากเรากินยาระบายไปบ่อยมันจะส่งผลให้ท้องเราก็เกิดความเคยชินหากวันไหนไม่ได้กินก็จะมีอาการท้องผูกเหมือนเดิม

ดังนั้นเราจึงควรหันมาทานผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยเรื่องในการแก้ปัญหาท้องผูกจะทำให้เราได้คุณประโยชน์จากผลไม้นอกเหนือจากเรื่องของการแก้ท้องผูกได้ดีอีกด้วยมาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้างที่น่าสนใจ 

1 ลูกพรุนผู้คนจำนวนมากคงรู้อยู่แล้วว่าลูกพรุนมีใหญ่อาหารออกจะเยอะแยะแล้วก็มีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมายไก่กองเพราะฉะนั้นหากปรารถนาให้ทุกคนเป็นยาระบายควรจะกินลูกพรุนเพื่อจะได้ช่วยทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการท้องผูกอีกต่อไปแถมการรับประทานลูกพรุนก็ทำให้ร่างกายรู้สึกดีอีกด้วย 

 2 น้ำส้มคั้นน้ำผลไม้ที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ผู้หญิงผู้ชายก็สามารถกินได้เพราะรสชาติแสน อร่อยหวานหน่อยหน่อยเปรี้ยวนิดนิดที่สำคัญน้ำส้มคั้นช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงจึงช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอการรับประทานน้ำส้มคั้นที่ดีนั้นควรจะขันจากผลส้มแท้ 100% และใส่น้ำตาลเจือปนลงไปเพราะอาจจะทำให้ผู้ที่กินมีร่างกายที่อ้วนท้วนและมีน้ำตาลในเลือดสูงได้ 

3 กล้วยน้ำว้าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าการกินกล้วยน้ำว้าจะช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีซึ่งเราสามารถหาซื้อกล้วยน้ำว้าได้ตามตลาดหรือตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปโดยผู้นำว้าจะมีราคาไม่สูงมากนักอีกทั้งยังมีประโยชน์กับร่างกายมากมายอีกด้วยดังนั้นการกินกล้วยน้ำว้าเพื่อช่วยในเรื่องของการระบายท้องจึงเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดอีกอย่างหนึ่ง 

4 มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมาถึง มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมะละกอสุกจะทำให้คุณไม่เป็นโรคท้องผูกอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

แช่น้ำอุ่น หรือน้ำเย็นดี หาก ปวดเท้า-ปวดขา เนื่องจากว่าเดิน-ยืนนานๆ

ขณะใดก็ตามที่พวกเรามีกิจกรรมที่จะต้องเดิน หรือยืนนานๆ ตัวอย่างเช่น เดินเล่นในบ้านนอก หรือต่างแดน และยังรวมไปถึงการเดินหรือวิ่งเพื่อการบริหารร่างกายสำหรับมือใหม่ที่อาจจะเป็นผลให้รู้สึกเจ็บปวดเมื่อยล้ากระทั่งทรมาทรกรรม หลายท่านก็เลยมักเดินเข้าห้องสุขา เปิดน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าแช่ขาในอ่างน้ำอย่างมีความสุข ในความเป็นจริงแล้วถ้าเกิดมีลักษณะอาการเมื่อยขา แล้วก็เท้าหลังจากเดิน หรือยืนนานๆ อย่างงี้ พวกเราควรจะแช่น้ำอุ่นหรือไม่นะ ?

บางทีอาจจะฟังมองแปลกไปสักนิด แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วถ้ามีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเท้า แล้วก็ขาจากการเดิน หรือยืนนานๆ มาทั้งวัน ควรจะแช่เท้า รวมทั้งขาในน้ำเย็น เพราะเหตุว่าน้ำเย็นจะช่วยทำให้เส้นโลหิตหดตัว ช่วยลดสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการอักเสบ ก็เลยทำให้ลักษณะของการปวดบวมจากการอักเสบของกล้ามลดน้อยลงได้

ถ้าเกิดสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงใช้น้ำเย็น ทดลองดูพลาสเตอร์ปิดเท้า ปิดขาที่ขายอยู่ตามตลาดได้ มักเป็นแผ่นติดที่มีฤทธิ์เย็น เพราะว่าจะมีคุณลักษณะช่วยลดการอักเสบปวดบวมของกล้ามได้ดิบได้ดีนั่นเอง

แล้วพวกเราควรจะแช่เท้าในน้ำอุ่นตอนไหน ?
การแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นประโยชน์ในด้านของการคลายเครียด นอนง่าย ด้วยเหตุว่าน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเกิดต้องการบรรเทาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจนอนให้สบายในช่วงกลางคืน ทดลองแช่เท้าในน้ำอุ่นราว 36-38 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 10-15 นาที ถูเท้าให้แห้ง หรือบางทีก็อาจจะทาครีมบำรุงสำหรับเท้าด้วย จะช่วยทำให้พวกเรารู้สึกบรรเทามากยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ข้อควรระวังสำหรับเพื่อการแช่เท้าในน้ำ
– ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น ควรรอบคอบในเรื่องของความสะอาดของน้ำที่จะแช่เท้าด้วย

– สังเกตดูให้ดีก่อนว่าเท้ารวมทั้งขาที่จะสัมผัสกับน้ำมีผิวหนังส่วนไหนที่มีรอยแผลหรือเปล่า หากมี ยังไม่สมควรแช่น้ำ บางทีอาจใช้แนวทางประคบเย็น หรือร้อนแทนไปก่อน เพื่อคุ้มครองป้องกันแผลเปื่อยยุ่ย หรือแผลติดโรค

– อย่าผสมอะไรลงไปในน้ำไม่ดูตาม้าตาเรือ รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจเกิดอาการแพ้ได้

– คนเจ็บโรคเบาหวานไม่สมควรแช่เท้าในน้ำ เพราะว่าอาจมีประสาทรับความรู้สึกช้าจนถึงทำให้ไม่รอบคอบเรื่องของอุณหภูมิของน้ำที่สมควร แล้วก็อาจมีแผลที่ผิวหนังที่ผู้เจ็บไข้ไม่เคยทราบ

– ไม่สมควรแช่เท้าในน้ำร่วมกับคนอื่นๆ บางทีอาจเสี่ยงติดเชื้อได้

กาแฟ ดื่มไม่เกินวันละกี่แก้วถึงจะดีต่อสุขภาพ

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุนิยมดื่มกัน เพราะวัยต่างๆ เหล่านี้มักพักผ่อนไม่เพียงพอและง่วงนอนเสมอกเมื่อตอนตื่นรวมถึงระหว่างวัน จึงจำเป็นต้องพึ่งพากาแฟ เป็นเพื่อนยามยากคอยปลุกให้ตื่น แต่เมื่อเราทานกาแฟมาเป็นระยะเวลานานจะเริ่มรู้สึกว่าแก้วเดียวต่อวันมันคงไม่พอจะทำให้ตื่นซะแล้ว ขยับไปเป็น 2 แก้ว ไปเรื่อยๆ ก็เป็น 3 แก้ว หรือมากกว่านี้ จนบางทีก็รู้สึกว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ แล้วเท่าไหร่ถึงจะไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะบางครั้งเราก็อาจจะกินมากเกินไปจนตาค้างและระวังช็อค และกลายเป็นผู้เสพติดคาเฟอีน วันนี้เรามีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้วมาบอกกัน

ไม่ควรดื่ม “กาแฟ” เกินวันละกี่แก้ว?
จากผลงานวิจัยเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ได้อธิบายไว้ว่า การดื่มกาแฟมากกว่า 6 แก้วต่อวัน จะยิ่งทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยได้ระบุและชี้แจงไว้เพิ่มเติมว่า การดื่มกาแฟที่ปริมาณ 6 แก้วต่อวัน เป็นปริมาณของกาแฟที่เริ่มก่อผลเสียต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด”

ทั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลงานวิจัยนั้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วโลก 100% เพราะข้อมูลจากการศึกษานี้ได้ข้อมูลและทำการศึกษาจากคนยุโรป ซึ่งมีสภาพร่างกายแตกต่างจากคนเอเชีย ปริมาณกาแฟที่จะก่อผลเสียในคนเอเชียนี้จึงน่าจะต่างจากนี้ได้บ้าง

งานวิจัยญี่ปุ่นระบุว่า คนเราไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 5 แก้ว
จากผลการศึกษาที่ได้จากงานวิจัยญี่ปุ่นพบว่ามีความสอดคล้องกับผลงานของมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย โดยในงานวิจัยระบุว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 5 แก้วจะช่วยลดอัตราตายจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวันกลับจะพบผลเสียต่อสุขภาพได้

จึงสามารถทำการสรุปได้ว่า ในหมู่คนไทยนั้นไม่ควรดื่มกาแฟ เกินวันละ 3-4 แก้วต่อวัน จึงจะดีและไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะถึงแม้ในบางคนจะมีพื้นฐานร่างกายที่สามารถทนทานต่อการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ แต่อย่างไรการดื่มกาแฟมาเกินไปก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอยู่ดี นอกจากนี้ยังเสี่ยงทำให้เราเสพติดคาเฟอีนแบบไม่รู้ตัว และทำให้ฟันมีคราบเฟลือง

โรคท้าวแสนปม ไม่ใช่โรคติดต่อ

สถาบันโรคผิวหนัง เผยว่า โรคท้าวแสนปมสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้เท่านั้น ไม่ใช่โรคติดต่อแบบที่ทุกคนเข้าใจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ

สาเหตุของโรคท้าวแสนปม
โรคท้าวแสนปมเป็นผลมาจากมิวเทชันหรือการกลายพันธุ์ในยีน เมื่อยีนส์กลายพันธุ์จะทำให้เกิดความผิดปกติของโปรตีนที่ควบคุมเนื้อเยื่อเส้นประสาท ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อตามแนวเส้นประสาท และไปกดทับเส้นประสาท จะทำให้เกิดอาการเจ็บ อีกทั้งยังตอบสนองต่อการสัมผัส หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้เร็ว โรคท้าวแสนปมสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อย่างเด่นชัด ถ้าผู้ป่วยมีลูก ลูกเสี่ยงที่จะเป็นโรคเท้าแสนปมได้ถึง 50% นอกจากนี้ยังสามารถพบได้จากความผิดปกติของยีนในร่างกาย ซึ่งไม่ได้รับมาจากบิดามารดาโดยตรงถึงร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั้งหมด

การรักษาโรคท้าวแสนปม
ปัจจุบันการรักษาโรคท้าวแสนปมยังไม่มีวิธีที่เห็นผลดีขนาดนั้น ส่วนมากจะรักษาตามอาการและทำการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้อาจจะทำการตรวจทางจักษุวิทยา ตรวจคัดกรองมะเร็ง และการตรวจวัดความดันโลหิตทุกปี สำหรับก้อนเนื้อตามผิวหนังหากเป็นก้อนเดี่ยวหรือมีจำนวนไม่มาก ถ้าหากอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดออก แต่ถึงแม้ตัดออกก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก
อย่างไรก็ตามโรคท้าวแสนปมไม่ใช่โรคติดต่อ โปรดเห็นใจผู้ป่วยและอย่ารังเกียจ เพราะผู้ป่วยต้องการกำลังใจเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

เผาผลาญไขมัน ด้วยผลไม้

สูตรสำเร็จตายตังที่ไม่มีวันเปลี่ยนไม่ว่าจะนานเท่าไรของการ “ลดน้ำหนัก” คือการควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ถ้าให้อธิบายการควบคุมอาหารอย่างสั้นๆ ก็คือการลดการทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว แป้งและน้ำตาลทั้งหลาย รวมถึงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์สูง เช่น ขาหมู เนื้อย่างติดมัน เป็นต้น และทดแทนอาหารเหล่านั้นด้วยผักผลไม้แทน

แต่ถ้าหากอยากให้การลดน้ำหนักของคุณเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้น อยากให้คุณได้ลองกินผลไม้เหล่านี้ เพราะมันช่วยให้ร่างกายของคุณ “เผาผลาญไขมัน” ที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้น

ผลไม้ช่วย “เผาผลาญไขมัน” อยากผอมต้องกิน

  • เชอร์รี่เปรี้ยว
    เชอร์รี่มีหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับสายพันธุ์ที่อยากแนะนำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักได้ลิ้มลองกัน คือเชอร์รี่เปรี้ยว มีสีแดงเหมือนเชอร์รี่ทั่วไป แต่เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานการวิจัยว่า หลังจากให้หนูทดลองกินเชอร์รี่เปรี้ยวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ หนูมีขนาดพุงที่ลดลงถึง 9% ซึ่งมากกว่าหนูที่ถูกเลี้ยงให้ควบคุมอาหารแนวตะวันตก หรือ Western Diet ธรรมดา

นอกจากนี้เชอร์รี่เปรี้ยวยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และลดอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
    แม้ว่าจะยังคงเป็นผลไม้จากต่างประเทศ แต่หากได้รับรู้รสชาติ และสรรพคุณของมันแล้ว อาจจะทำให้เราอยากหามาลองกินกันด่วนๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีหลากหลายรสชาติให้เลือกกินกันอย่างมากมายแล้ว ยังมีพอลิฟีนอล (Polyphenol) ที่เป็นสารอาหารที่มีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน และเบาหวานได้อีกด้วย

ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหญิงเท็กซัส ระบุว่า หนูทดลองที่กินเบอร์รี่ 3 หน่วย และผลเบอร์รี่เป็นอาหารทุกวัน ช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันในร่างกายได้มากถึง 73% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ มากินกันทุกวันด้วยนะ

  • แตงโม
    เราอาจจะคิดว่าแตงโมลูกโตๆ หวานๆ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล แต่จริงๆ แล้วแตงโมถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยมาก จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ ระบุว่า การกินแตงโมช่วยลดการสะสมของไขมัน และลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะเป็นผลไม้สำหรับคนลดน้ำหนักแล้ว ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย

 

  • เกรฟฟรุต
    ผลไม้ตระกูลซิตรัสที่มีรสเปรี้ยวอมหวานและติดขมที่ปลายลิ้นนี้ ช่วยลดพุง และลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดีเลยทีเดียว งานวิจัยเผยว่า หากเรากินเกรฟฟรุตทุกมื้อเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน สามารถลดขนาดเอวลงได้เฉลี่ย 1 นิ้ว โดยนักวิจัยให้เหตุผลว่าอาจมาจากประโยชน์ของสารพฤกษเคมี และวิตามินซีที่มีอยู่ในเกรฟฟรุตนั่นเอง

 

  • แอปเปิ้ล
    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่น้ำตาลน้อย และยังมีกากใยอาหารสูง ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ด้วยกากใยอาหารที่สูง จึงทำให้เป็นผลไม้ที่กินแล้วอิ่มง่าย อิ่มเร็วขึ้น จึงมักกินหลังมื้ออาหาร หรือใส่ลงไปในมื้ออาหารอย่าง สลัด The Wake Forest Baptist Medical Center ระบุว่า หากกินแอปเปิ้ลที่มีกากใยอาหาร 10 กรัมเป็นประจำ จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ 3.7% ภายในระยะเวลา 5 ปี

แอปเปิ้ลที่แนะนำให้ทาน จะเป็นแอผปิ้ลพันธุ์ผิวสีชมพู จะมีน้ำตาลน้อยที่สุด

  • ลูกท้อ พีช
    ลูกท้อ และพีช และผลไม้ตระกูลใกล้เคียง ช่วยป้องกันโรคเมแทบอลิกซินโดรม (ภาวะที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ฯลฯ) ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

 

  • แพร์ สาลี่
    นอกจากรสชาติหวานฉ่ำน้ำแล้ว ยังช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น แคลอรี่ต่ำ (100 กรัม ให้พลังงาน 56 KCal) กากใยอาหารของลูแพร์ และสาลี่ยังช่วยเรื่องการขับถ่าย มีวิตามินซี และเอสูง ช่วยลดอาการอักเสบ และยังดีต่อสุขภาพผิวโดยทั่วไปอีกด้วย

น้ำตาลในผลไม้เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนักหากเรากินผลไม้เข้าไปทั้งลูก ทั้งชิ้น โดยเคี้ยวกลืนลงท้องไปพร้อมกับกากใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยลดน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และให้วิตามินกับร่างกายเต็มๆ ดังนั้นควรเลือกกินผลไม้สดเป็นลูก เป็นชิ้น มากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้แยกกาก เพราะจะได้รับแต่น้ำตาลมากกว่าประโยชน์อื่นๆ

โรคโคเลสเตอรอลในเลือดสูง อย่านิ่งนอนใจ

โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

โคเลสเตอรอลเป็นไขมัน ชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งได้รับมาจากอาหารที่มาจากสัตว์ อาหารที่มาจากพืชจะไม่มีโคเลสเตอรอล ส่วนร่างกายสร้างขึ้นเอง จากการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ ไขมัน
หากมีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงในเลือด ซึ่งส่วนใหญ่ เกิดจาการกรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และไขมันอิ่มตัวมากเกินไป บางรายอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือจากโรคไต โรคตับ และโรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีผลทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง ถ้าหากเกิดที่เส้นเลือดแดงของหัวใจ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตได้
การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร หรือไม่ โดยการงดอาหารทุกชนิดก่อนเจาะเลือด 12 ชม. จะทำให้วินิจฉัยโรคนี้ได้

สำหรับคำแนะนำในการป้องกันและรักษาโรคคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีดังนี้

1. การจำกัดอาหารประเภทไขมัน เพราะอาหารที่มีไขมันมาก จะมีโคเลสเตอรอลสูงด้วย
2. รับประทานน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิคอย่างเพียงพอ ซึ่งมีผลทำให้เพิ่มการขับถ่ายโคเลสเตอรอลออกจากร่างกาย
3. รับประทานโคเลสเตอรอลให้น้อยลง ได้แก่ พวกเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะพวกสมอง หนังเป็ด หนังไก่ สำหรับไข่ซึ่งมี
โคเลสเตอรอลอยู่ 250-300 กรัม ใน 1 ฟอง ยังคงรับประทานได้อาจจะวันเว้นวัน หรือถ้ากลัวมากอาจทานแต่ไข่ขาว เพราะไม่มีโคเลสเตอรอล ผู้สูงอายุบางคนไม่ยอมทานไข่ ปรากฏว่าอาหารที่รับประทานอยู่มีโปรตีนที่มีคุณภาพน้อยไม่เพียงพอ บางทีทำให้เกิดโรคขาดโปรตีน
4. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาระดับของโคเลสเตอรอลในเลือดได้อีกวิธีหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
5. การรับคำแนะนำและการรักษาจากแพทย์ ซึ่งบางรายต้องรับการรักษาด้วยยา สำหรับควบคุมระดับโคเลสเตอรอล

นั่งเก้าอี้นานๆ อย่างไรให้ไม่ทำร้ายสุขภาพ

บทความสุขภาพ

  • นั่งเก้าอี้อย่างไรไม่ปวดหลัง

 

  • นั่งเก้าอี้ การนั่งเก้าอีั้อย่างถูกวิธีย่อมจะเป็นการดีต่อสุขภาพ แต่หากนั่งไม่ถูกวิธีอาจจะมีอาการปวดหลังขึ้นได้ และเราจะนั่งเก้าอี้ออย่างไรจึงจะไม่ปวดหลัง

 

  • วัยเรียนที่ต้องนั่งเก้าอี้ทบทวนหนังสือ หาข้อมูล ทำการบ้าน หรือ พิมพ์รายงานผ่านคอมพิวเตอร์นาน ๆ หลายคนมักรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณเอว หลัง และต้นคอ สร้างความหงุดหงิดใจให้บ่อยครั้ง รู้หรือไม่? ปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจาก “การนั่งเก้าอี้ที่ไม่ถูกต้อง”

 

  • วิธีบรรเทาทำได้ เพียงพิจารณาเบาะเก้าอี้ ควรมีขนาดพอดี นั่งแล้วไม่อึดอัด หากเบาะใหญ่เกินไปควรหาหมอนมาหนุนหลัง จากนั้น นั่งให้เต็มก้น หลังพิงพนัก ช่วยลดอาการปวดคอ คอเกร็ง ส่วนเท้าวางราบสัมผัสพื้น

 

  • สำหรับที่พักแขน ตรวจดูความแข็งแรงให้เหมาะสมสำหรับค้ำยันตัวขณะลุก และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เกะกะเวลาพิมพ์งาน นอกจากนี้ ข้อศอกควรวางอยู่ระดับเดียวกับพื้นโต๊ะ ป้องกันช่วงไหล่เกิดอาการเกร็ง

 

  • กรณีโต๊ะต่ำกว่าเก้าอี้ เมื่ออ่านหนังสือควรหาอุปกรณ์มาเสริมให้หนังสือวางสูงระดับหน้าอก ป้องกันกล้ามเนื้อคอทำงานหนักจนเกิดอาการตึง และส่งผลให้ปวดหลัง อันเกิดจากการก้มโน้มตัวอ่านหนังสือมากเกินไป

ทั้งนี้ ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อยืดเส้นยืดสายให้เส้นเอ็นคลายตัว แต่เลี่ยงการก้ม หรือ เอี่ยวหลังแรง ๆ เพราะจะทำให้เจ็บกล้ามเนื้อได้

เทคนิคกินอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสม

อยากมีหุ่นดีตลอด เรื่องอาหารการกินนั้นสำคัญ เพราะกินอย่างไรจะได้แบบนั้น ดังนั้น เราจึงมีเทคนิคกินอาหารลดน้ำหนักที่เหมาะสมมาแนะนำให้ได้ลองทำตามกัน รับรองค่ะว่าทำตามนี้แล้ว หุ่นดีอยู่ใกล้แค่เอื้อมแน่นอน

1.กินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ
ใครที่คิดว่าถ้าอยากมีหุ่นสวยแล้วจะต้องอดอาหารลดน้ำหนัก บอกเลยเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก เพราะการอดอาหารมีแต่จะยิ่งทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟคขึ้นด้วยซ้ำ ดังนั้น ควรเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น ผักผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ โดยควรลดแป้ง ไขมัน และน้ำตาลลง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักได้แล้วนั่นเอง

2.กินผักให้มากขึ้น
ใครที่กำลังมองหาเมนูอาหารลดน้ำหนัก เราขอแนะนำเมนูเกี่ยวกับผักทั้งหลาย โดยเฉพาะเมนูผักต้มหรือผักลวก เมนูนี้ถือว่าเป็นเมนูที่อร่อย แคลอรี่น้อย มีวิตามินสูง และยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยดักจับไขมันได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ควรหันมากินผักกันให้มากขึ้นจะดีกว่า

3.ดื่มน้ำให้มากๆ
น้ำถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย โดยจะช่วยกำจัดของเสีย ช่วยเพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และทำให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นยิ่งขึ้น ที่สำคัญการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอหรือหมั่นจิบต่อวันเรื่อยๆ ให้ได้วันละ 2 ลิตร ก็จะทำให้รู้สึกอิ่มน้ำตลอดเวลา ทำให้กินอาหารน้อยลงแต่อิ่มเร็วขึ้น แบบนี้ก็จะช่วยให้การลดน้ำหนักได้ผลเร็วยิ่งขึ้นแน่นอน

4.กินโปรตีนให้เพียงพอ
โปรตีนคือ สารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น และยังไม่ทำให้เกิดแคลอรี่สะสมเป็นส่วนเกินตามร่างกาย โดยคุณสามารถเลือกกินอาหารลดความอ้วนอย่างเนื้อไก่ เนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ติดหนังจะดีที่สุด

5.เปลี่ยนกาแฟเป็นชาเขียว
สำหรับใครที่ติดกาแฟในตอนเช้า อยากจะให้ลองเปลี่ยนมาดื่มชาเขียวแทน เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติช่วยขับของเสีย ช่วยขับไขมันส่วนเกิน และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรางกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญไขมันให้ทำงานดีขึ้นด้วย ดังนั้น ลองเปลี่ยนมาดื่มชาเขียวร้อนสักถ้วยในตอนเช้าจะทำให้รู้สึกสดชื่นแน่นอน

สำหรับใครอยากหุ่นดีหรืออยากจะลดความอ้วนดูสักครั้งอย่างตั้งใจ ลองเลือกเมนูอาหารลดน้ำหนักที่เราได้แนะนำไว้ข้างต้น นอกจากนี้ควรออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่ไปด้วย เพียงเท่านี้คุณก็จะมีหุ่นสวยได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดน้ำหนักแบบผิดๆ อีกต่อไปแล้ว

ใครว่ามะเร็งเต้านมเป็นเรื่องของผู้หญิง มะเร็งเต้านมผู้ชายก็เป็นได้

โรคมะเร็งเต้านมไม่ได้มีแค่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ต้องบอกว่าผู้ชายก็สามารถเป็นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีสาเหตุคล้ายๆ กับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม 100 คน จะมีประมาณ 0.5-1 % เท่านั้น ซึ่งถือว่าพบได้น้อยมากๆ

  • สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่สามารถสรุปได้เสียทีเดียว เพราะมีผู้ชายที่เป็นโรคนี้น้อยมากๆ จึงทำให้การศึกษาเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายยังมีไม่มากนักหรือเป็นไปด้วยความลำบาก สาเหตุส่วนใหญ่ที่เราพบ คือ ครอบครัวมีประวัติคนที่เป็นมะเร็งเต้านม เรื่องของพันธุกรรม เป็นต้น

 

  • ยีนส์ที่สำคัญต่อการเกิดมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ มีอยู่ 2 ตัว คือ BRCA1 กับ BRCA2 ผู้ชายที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม หากสืบประวัติทางพันธุกรรมก็จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกัน อีกอย่างในผู้ชายบางคนที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับอัณฑะ ก็จะทำให้การผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดน้อยลงถ้าเทียบกับอัตราส่วนของเอสโตรเจนในร่างกาย ก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากขึ้น

 

  • วิธีการสังเกตุมะเร็งเต้านมในผู้ชายก็เหมือนกับผู้หญิง คือ ใช้วิธีคลำหาก้อนที่โตในเต้านมทั้ง 2 ข้าง หากพบว่ามีลักษณะเป็นก้อนๆ ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร อีกอย่างปกติแล้วบริเวณหัวนมของผู้ชายจะไม่มีน้ำหรือของเหลวไหลออกมาได้ หากมีน้ำหรือมีเลือดไหลออกมาจากบริเวณหัวนมแสดงว่าผิดปกติ แต่ไม่ต้องถึงกับขนาดว่าต้องมาตรวจทุกเดือนแบบมะเร็งเต้านมในผู้หญิง

หลายคนสงสัยว่าเป็นมะเร็งต้องมีอาการเจ็บไหม อย่าไปถึงกับขนาดต้องเจ็บ ถ้าหากเราพบความผิดปกติหรือเจอก้อนแข็งๆ ตามที่กล่าวไว้ ให้รีบมาพบแพทย์จะดีที่สุด อย่างน้อยๆ ก็จะได้ตรวจหาสาเหตุได้อย่างทันท่วงทีว่ามันคืออะไรกันแน่