โควิดทำพิษ ขนาดหวยยังขายไม่ได้

        ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสอยู่ในตอนนี้ทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบกันเป็นจำนวนมากไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ได้รับผลกระทบด้วยกันเกือบทั้งสิ้นขนาดการซื้อขายหวยก็ยังได้รับผลกระทบด้วยเช่นเดียวกันเลยเราจะเห็นได้ว่าลอตเตอรี่ของรัฐบาลในงวดที่จะต้องออกในวันที่ 1 เมษายนปีพศ 2563 ถูกประกาศให้เลื่อนการประกาศรางวัลออกไปโดยจะมีการประกาศอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 2 พฤษภาคมปีพศ. 2563

โดยเหตุผลในการขอเลื่อนการประกาศรางวัลลอตเตอรี่ที่ออกไปนั้นก็เพราะว่าผู้ค้าขายลอตเตอรี่ได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถขายลอตเตอรี่ที่รับมาได้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ออกนอกบ้านมาซื้อล็อตเตอรี่รวมถึงหลายคนไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อล็อตเตอรี่ในช่วงนี้นอกจากขอหวยจะไม่ได้ซื้อล็อตเตอรี่เลยช่วงนี้แล้วการซื้อขายหวยผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันโดยปกติแล้วในเว็บไซต์ขายหวยออนไลน์นั้นจะมีทั้งหวยฮานอย   หวยลาว   หวยยี่กี ซื้อหวยพวกนี้จะมีการเปิดขายกันทุกวันทุกสัปดาห์แต่หลังจากที่ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม

ต่างก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 เหมือนกันกลับมาที่ประเทศไทยได้รับจึงทำให้ทั้งประเทศลาวและประเทศเวียดนามเองก็มีการปิดการประกาศผลรางวัลของตนเองเช่นเดียวกันซึ่งผลกระทบนี้ก็ส่งตรงมาถึงเว็บไซต์ขายหวยของไทยที่นำหวยของเราและของเวียดนามมาให้ลูกค้าคนไทยซื้อโดยตอนนี้ผลกระทบนั้นจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 15 เมษายนปีพศ. 2563

ซึ่งถ้าสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้คาดว่าวันที่ 16 เมษายนก็จะมีการเปิดให้ขายหวยกันตามปกติแต่ถ้าหากรัฐบาลของแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นของไทย ของประเทศลาว หรือแม้แต่ของประเทศเวียดนามยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสได้ก็จะทำให้การค้าขายหวยยังต้องชะลอตัวต่อไป 

ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถที่จะไปซื้อหวยได้เพราะในเว็บไซต์ สมัครเว็บหวยฮานอย เองก็ไม่ได้มีการเปิดขายซึ่งถ้าจากข้อมูลในตอนนี้ที่มีการขายหวยอยู่ในขณะนี้นั้นจะเป็นหุ้นซึ่งยังเปิดขายให้กับลูกค้าตามปกติแต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยนิยมการเล่นหุ้นกันมากนักดังนั้นตอนนี้ธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของการขายหวยจึงถือว่าได้รับผลกระทบกับธุรกิจอื่นๆเลยทีเดียวนอกจากจะกระทบต่อเจ้าของธุระกิจขายหวยแล้วยังกระทบต่อคนที่เล่นหวยซึ่งต้องรอให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วถึงจะสามารถซื้อหวยได้  ตอนนี้หากใครที่อยากซื้อหวย คงต้องลองหัดเล่นหวยหุ้นกันไปก่อน เพราะหวยอื่นๆต่างก็หยุดการซื้อขายกันในช่วงนี้ 

มารู้จักผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่ไม่มีชื่อลงท้ายเบอร์รี่กันเถอะ

อยากที่เรารู้กันดีว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีมากมายหลายสายพันธุ์และแต่ละชนิดก็มีประโยชน์ทั้งนั้นทั้งช่วยในการดูแลผิวพรรณ บำรุงสมองรวมถึงต้านการเกิดโรคมะเร็งและช่วยในเรื่องของคำจำดี บำรุงสายตาและยังมีประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย ซึ่งหากเรารวบรวมผลไม้ตระกูลเบอร์รีออกมาแบ่งออกมาได้ถึง 9 ชนิดด้วยกัน หลายคนอาจจะเข้าใจว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่น่าจะต้องลงท้ายด้วยคำว่าเบอร์รี่ทั้งหมด เช่น สตรอเบอร์รี่  แบล็กเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่และบลูเบอร์รี่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยังมีอีกหลายชนิดที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยเบอร์รี่ด้วย

วันนี้เราจึงมาแนะนำให้รู้จักกันว่ามีผลไม้อะไรที่อยู่ในตระกูลเบอร์รี่ที่ไม่มีชื่อลงท้ายว่าเบอร์รี่ และผลไม้เหล่านั้นมีประโยชน์ยังไงได้บ้าง

  1. Blackcurrant   สำหรับผลไม้ที่เราเรียกชื่อว่า แบล็คเคอร์แรนท์นั้น จะมีผลไม้ที่นิยมปลูกันมากในแถบทวีปยุโรปกลางและเหนือ โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า RIbes nigrum ซึ่งแบล็คเคอร์แรนท์ จะมีลักษณะเป็นลูกกลมๆเม็ดเล็กๆ ตัวผลของแบล็คเคอร์แรนท์มีลักษณะผิวเรียบเกลี้ยงโดยในส่วนปลายจะมีจุกของก้านติดต่อนิดนิด  และหากเราผ่าเข้าไปดูเมล็ดที่อยู่ด้านในจะเห็นว่าเมล็ดจะเป็นรูปทรงรี ส่วนรสชาติไม่ต้องพูดถึงเพราะจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน กินแล้วจะรู้สึกชื่นใจเป็นอย่างมากเพราะเนื้อจะมีความนฉ่ำน้ำมากๆที่สำคัญมีประโยชน์กับร่างกายมากเพราะช่วยป้องกันเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ แถมยังช่วยบำรุงเลือด บำรุงระบบประสาท และยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งจากคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ทำให้ แบล็คเคอร์แรนท์ถูกยกย่องให้เป็นที่สุดของผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ 
  2. Grape  หรือองุ่นที่คนไทยนิยมหาซื้อมารับประทานกันเป็นอย่างมาก องุ่นถือเป็นผลไม้ที่สามารถหาซื้อกินได้ทุกฤดูกาล องุ่นถือว่าเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเบอร์รี่ด้วยเหมือนกัน สำหรับสรรพคุณขององุ่นนั้นสามารถให้ประโยชน์กับร่างกายมากมาย ทั้งเรื่องมีสารที่ช่วยต้านเกี่ยวกับมะเร็ง  สารที่สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่มีการสร้างสารลดไขมันในเลือด เราสามารถกินองุ่นเพื่อช่วยให้เสริมสร้างหัวใจให้แข็งแรง และยังช่วยบำรุงสมอง บำรุงกำลังหากร่างกายอ่อนเพลีย ที่สำคัญสามารถแก้การหิวน้ำได้ด้วย จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่นิยมซื้อองุ่นไปเยี่ยมคนป่วยเพราะในองุ่นสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและองุ่นยังสามารถซ่อมแซมร่างกายที่สึกเหรอได้ กินองุ่นแล้วจะทำให้รู้สึกสดชื่นดังนั้นองุ่นจึงเป็นที่นิยมกินทั่วโลก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  relx pod น้ำยา

มากินผลไม้แก้ท้องผูกกันเถอะ 

ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาท้องผูกท้องอืดท้องเฟ้อถ่ายไม่ออกซึ่งอาจจะมาจากเหตุผลของการไม่ทานผักทานน้ำน้อยหรือเหตุผลอื่นๆอีกมากมายและโดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการแก้ปัญหาท้องผูกโดยมากมักจะทำการซื้อยาบ่ายมากินเองเพื่อช่วยให้ท้องได้มีการระบายลมออกไปแต่ความเป็นจริงแล้วหากเรากินยาระบายไปบ่อยมันจะส่งผลให้ท้องเราก็เกิดความเคยชินหากวันไหนไม่ได้กินก็จะมีอาการท้องผูกเหมือนเดิม

ดังนั้นเราจึงควรหันมาทานผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยเรื่องในการแก้ปัญหาท้องผูกจะทำให้เราได้คุณประโยชน์จากผลไม้นอกเหนือจากเรื่องของการแก้ท้องผูกได้ดีอีกด้วยมาดูกันว่ามีผลไม้อะไรบ้างที่น่าสนใจ 

1 ลูกพรุนผู้คนจำนวนมากคงรู้อยู่แล้วว่าลูกพรุนมีใหญ่อาหารออกจะเยอะแยะแล้วก็มีสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมายไก่กองเพราะฉะนั้นหากปรารถนาให้ทุกคนเป็นยาระบายควรจะกินลูกพรุนเพื่อจะได้ช่วยทำให้ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการท้องผูกอีกต่อไปแถมการรับประทานลูกพรุนก็ทำให้ร่างกายรู้สึกดีอีกด้วย 

 2 น้ำส้มคั้นน้ำผลไม้ที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ผู้หญิงผู้ชายก็สามารถกินได้เพราะรสชาติแสน อร่อยหวานหน่อยหน่อยเปรี้ยวนิดนิดที่สำคัญน้ำส้มคั้นช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีวิตามินซีสูงจึงช่วยในเรื่องของผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอการรับประทานน้ำส้มคั้นที่ดีนั้นควรจะขันจากผลส้มแท้ 100% และใส่น้ำตาลเจือปนลงไปเพราะอาจจะทำให้ผู้ที่กินมีร่างกายที่อ้วนท้วนและมีน้ำตาลในเลือดสูงได้ 

3 กล้วยน้ำว้าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่าการกินกล้วยน้ำว้าจะช่วยในเรื่องของการระบายท้องได้เป็นอย่างดีซึ่งเราสามารถหาซื้อกล้วยน้ำว้าได้ตามตลาดหรือตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปโดยผู้นำว้าจะมีราคาไม่สูงมากนักอีกทั้งยังมีประโยชน์กับร่างกายมากมายอีกด้วยดังนั้นการกินกล้วยน้ำว้าเพื่อช่วยในเรื่องของการระบายท้องจึงเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุดอีกอย่างหนึ่ง 

4 มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมาถึง มะละกอสุกสำหรับใครหลายหลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามะละกอสุกเป็นผลไม้ที่กินง่ายและหาซื้อง่ายหรือบางครั้งไม่ต้องซื้อเลยเพราะส่วนใหญ่ผู้คนมักจะปลูกต้นมะกอกไว้ในบ้านอยู่แล้วเผื่อไว้ทำส้มตำหรือไม่ก็ไว้ทันสุขในมะละกอจะมีวิตามินซีสูงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงผิวพรรณเปล่งปลั่งนอกจากนี้การกินมะละกอสุกจะทำให้คุณไม่เป็นโรคท้องผูกอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

แช่น้ำอุ่น หรือน้ำเย็นดี หาก ปวดเท้า-ปวดขา เนื่องจากว่าเดิน-ยืนนานๆ

ขณะใดก็ตามที่พวกเรามีกิจกรรมที่จะต้องเดิน หรือยืนนานๆ ตัวอย่างเช่น เดินเล่นในบ้านนอก หรือต่างแดน และยังรวมไปถึงการเดินหรือวิ่งเพื่อการบริหารร่างกายสำหรับมือใหม่ที่อาจจะเป็นผลให้รู้สึกเจ็บปวดเมื่อยล้ากระทั่งทรมาทรกรรม หลายท่านก็เลยมักเดินเข้าห้องสุขา เปิดน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าแช่ขาในอ่างน้ำอย่างมีความสุข ในความเป็นจริงแล้วถ้าเกิดมีลักษณะอาการเมื่อยขา แล้วก็เท้าหลังจากเดิน หรือยืนนานๆ อย่างงี้ พวกเราควรจะแช่น้ำอุ่นหรือไม่นะ ?

บางทีอาจจะฟังมองแปลกไปสักนิด แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วถ้ามีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเท้า แล้วก็ขาจากการเดิน หรือยืนนานๆ มาทั้งวัน ควรจะแช่เท้า รวมทั้งขาในน้ำเย็น เพราะเหตุว่าน้ำเย็นจะช่วยทำให้เส้นโลหิตหดตัว ช่วยลดสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการอักเสบ ก็เลยทำให้ลักษณะของการปวดบวมจากการอักเสบของกล้ามลดน้อยลงได้

ถ้าเกิดสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงใช้น้ำเย็น ทดลองดูพลาสเตอร์ปิดเท้า ปิดขาที่ขายอยู่ตามตลาดได้ มักเป็นแผ่นติดที่มีฤทธิ์เย็น เพราะว่าจะมีคุณลักษณะช่วยลดการอักเสบปวดบวมของกล้ามได้ดิบได้ดีนั่นเอง

แล้วพวกเราควรจะแช่เท้าในน้ำอุ่นตอนไหน ?
การแช่เท้าในน้ำอุ่นเป็นประโยชน์ในด้านของการคลายเครียด นอนง่าย ด้วยเหตุว่าน้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเกิดต้องการบรรเทาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจนอนให้สบายในช่วงกลางคืน ทดลองแช่เท้าในน้ำอุ่นราว 36-38 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 10-15 นาที ถูเท้าให้แห้ง หรือบางทีก็อาจจะทาครีมบำรุงสำหรับเท้าด้วย จะช่วยทำให้พวกเรารู้สึกบรรเทามากยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ข้อควรระวังสำหรับเพื่อการแช่เท้าในน้ำ
– ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น ควรรอบคอบในเรื่องของความสะอาดของน้ำที่จะแช่เท้าด้วย

– สังเกตดูให้ดีก่อนว่าเท้ารวมทั้งขาที่จะสัมผัสกับน้ำมีผิวหนังส่วนไหนที่มีรอยแผลหรือเปล่า หากมี ยังไม่สมควรแช่น้ำ บางทีอาจใช้แนวทางประคบเย็น หรือร้อนแทนไปก่อน เพื่อคุ้มครองป้องกันแผลเปื่อยยุ่ย หรือแผลติดโรค

– อย่าผสมอะไรลงไปในน้ำไม่ดูตาม้าตาเรือ รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจเกิดอาการแพ้ได้

– คนเจ็บโรคเบาหวานไม่สมควรแช่เท้าในน้ำ เพราะว่าอาจมีประสาทรับความรู้สึกช้าจนถึงทำให้ไม่รอบคอบเรื่องของอุณหภูมิของน้ำที่สมควร แล้วก็อาจมีแผลที่ผิวหนังที่ผู้เจ็บไข้ไม่เคยทราบ

– ไม่สมควรแช่เท้าในน้ำร่วมกับคนอื่นๆ บางทีอาจเสี่ยงติดเชื้อได้

ปวดหูเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

คุณเคยอยู่ดีแล้วๆแล้วรู้สึกปวดหูขึ้นมาเฉยๆไหม แล้วไม่นานก็หายไปเอง

สำหรับอาการปวดหูนั้นจะมีความรู้สึกเจ็บข้างในหู บางคนอาจเจ็บหูข้างเดียวหรือบางคนเจ็บทั้งสองข้างก็มี ขึ้นอยู่กับว่าสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูมาจากอะไร โดยปกติแล้วอาการปวดหูมักจะมาพร้อมกันอาการอื่นเสมอ เช่น เมื่อเราปวดหูแล้วมักจะได้ยินเสียงหวี่ๆข้างในหู และอาจมีน้ำไหลออกมาจากรูหู หรือบางทีก็ทำให้เราได้ยินเสียงไม่ค่อยชัดมากนัก

ซึ่งถ้าเด็กเล็กๆมีอาการปวดหูจะสังเกตได้จาก เด็กมักจะร้องไห้งอแง และชอบเอามือปัดที่หูตลอดเวลา

อาจะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ และไม่ค่อยกินนม สำหรับการปวดหูนั้นหากพบว่ามีการปวดและเกินหนึ่งหรือสองวันแล้วยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ แต่หากเป็นเด็กเล็กหรือทารกนั้นก็รู้สึกว่าลูกมีอาการผิดปกติที่หูควรพาไปพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอ เพราะอวัยวะภายในของเด็กยังไม่แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคมากพอ

ดังนั้นการพาไปให้แพทย์ตรวจรักษาจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด  สำหรับสาเหตุที่ทำให้ปวดหูนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทั้งมาจาการที่เรามีปัญหาเกี่ยวกับหู หรือบางครั้งเรามีอาการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหูแต่ก็สามารถมีผลกระทบมาถึงหูได้ด้วยเช่นกัน เช่น 

  1. สาเหตุที่มาจากหู คือ หูมีการติดเชื้อหรืออักเสบ ไม่ว่าจะเกิดจากหูชั้นนอก ชั้นกลางหรือชั้นในมีผลทำให้เราปวดหูได้ทั้งหมด หรือการที่เราเกิดอุบัติเหตุแล้วมากระแทกบริเวณหู การเอาอะไรแหย่เข้าไปในหูทำให้หูด้านในได้รับบาดเจ็บ การมีแมลงหรือน้ำเข้าไปในหู หรือมีสิวขึ้นที่หูสิ่งต่างๆเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการปวดหูได้ทั้งหมดเช่นกัน
  2. เกิดมาจากการเป็นไข้หวัด อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราปวดหูนั้นเกิดมาจากหวัดได้ ทั้งการที่เราสั่งน้ำมูกแรง หรือแม้แต่การที่เราเป็นโรคไซนัส ติดเชื้อในลำคอ หรือแม้แต่ฟันเป็นหนอง อาการต่างๆเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบถึงหูได้ทั้งหมด เพราะว่าภายในร่างกายของเรามีโพรงที่ทะลุถึงกันได้หมดเลย 

สำหรับการรักษาอาการปวดหูนั้น ต้องรักษาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดหู หากเป็นเพราะป่วยไข้ก็ต้องรักษาอาการป่วยไข้ให้หาย อาการปวดหูก็จะหายไปด้วย แต่ถ้าสาเหตุมาจากการเกิดอุบัติเหตุที่หู ควรให้หมอรักษาอาหารจะดีที่สุดและเราควรดูแลรักษาสุขภาพให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ อย่านำอะไรมาแหย่เข้าหู ระวังเรื่องน้ำเข้าหู ก็จะเป็นการดูแลหูเบื้องต้นที่ดีที่สุดแล้ว 

หากมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยทั่วไปแพทย์จะทำการวิฉัยแล้วรักษา หากไม่รุนแรงมากนัก ก็ไม่ต้องพึ่ง เครื่องช่วยฟัง แต่หากมีอาการที่รุนแรง ทางการแพทย์จะแนะนำรุ่นที่เหมาะสมเพื่อการดำเนินชีวิตท่ง่ายขึ้น

กาแฟ ดื่มไม่เกินวันละกี่แก้วถึงจะดีต่อสุขภาพ

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่วัยเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุนิยมดื่มกัน เพราะวัยต่างๆ เหล่านี้มักพักผ่อนไม่เพียงพอและง่วงนอนเสมอกเมื่อตอนตื่นรวมถึงระหว่างวัน จึงจำเป็นต้องพึ่งพากาแฟ เป็นเพื่อนยามยากคอยปลุกให้ตื่น แต่เมื่อเราทานกาแฟมาเป็นระยะเวลานานจะเริ่มรู้สึกว่าแก้วเดียวต่อวันมันคงไม่พอจะทำให้ตื่นซะแล้ว ขยับไปเป็น 2 แก้ว ไปเรื่อยๆ ก็เป็น 3 แก้ว หรือมากกว่านี้ จนบางทีก็รู้สึกว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ แล้วเท่าไหร่ถึงจะไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะบางครั้งเราก็อาจจะกินมากเกินไปจนตาค้างและระวังช็อค และกลายเป็นผู้เสพติดคาเฟอีน วันนี้เรามีคำแนะนำว่าไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้วมาบอกกัน

ไม่ควรดื่ม “กาแฟ” เกินวันละกี่แก้ว?
จากผลงานวิจัยเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย ได้อธิบายไว้ว่า การดื่มกาแฟมากกว่า 6 แก้วต่อวัน จะยิ่งทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยได้ระบุและชี้แจงไว้เพิ่มเติมว่า การดื่มกาแฟที่ปริมาณ 6 แก้วต่อวัน เป็นปริมาณของกาแฟที่เริ่มก่อผลเสียต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด”

ทั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลงานวิจัยนั้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วโลก 100% เพราะข้อมูลจากการศึกษานี้ได้ข้อมูลและทำการศึกษาจากคนยุโรป ซึ่งมีสภาพร่างกายแตกต่างจากคนเอเชีย ปริมาณกาแฟที่จะก่อผลเสียในคนเอเชียนี้จึงน่าจะต่างจากนี้ได้บ้าง

งานวิจัยญี่ปุ่นระบุว่า คนเราไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 5 แก้ว
จากผลการศึกษาที่ได้จากงานวิจัยญี่ปุ่นพบว่ามีความสอดคล้องกับผลงานของมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลีย โดยในงานวิจัยระบุว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 5 แก้วจะช่วยลดอัตราตายจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวันกลับจะพบผลเสียต่อสุขภาพได้

จึงสามารถทำการสรุปได้ว่า ในหมู่คนไทยนั้นไม่ควรดื่มกาแฟ เกินวันละ 3-4 แก้วต่อวัน จึงจะดีและไม่ทำร้ายสุขภาพ เพราะถึงแม้ในบางคนจะมีพื้นฐานร่างกายที่สามารถทนทานต่อการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ แต่อย่างไรการดื่มกาแฟมาเกินไปก็ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอยู่ดี นอกจากนี้ยังเสี่ยงทำให้เราเสพติดคาเฟอีนแบบไม่รู้ตัว และทำให้ฟันมีคราบเฟลือง

โรคท้าวแสนปม ไม่ใช่โรคติดต่อ

สถาบันโรคผิวหนัง เผยว่า โรคท้าวแสนปมสามารถส่งต่อทางพันธุกรรมได้เท่านั้น ไม่ใช่โรคติดต่อแบบที่ทุกคนเข้าใจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ตามปกติ

สาเหตุของโรคท้าวแสนปม
โรคท้าวแสนปมเป็นผลมาจากมิวเทชันหรือการกลายพันธุ์ในยีน เมื่อยีนส์กลายพันธุ์จะทำให้เกิดความผิดปกติของโปรตีนที่ควบคุมเนื้อเยื่อเส้นประสาท ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อตามแนวเส้นประสาท และไปกดทับเส้นประสาท จะทำให้เกิดอาการเจ็บ อีกทั้งยังตอบสนองต่อการสัมผัส หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้เร็ว โรคท้าวแสนปมสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อย่างเด่นชัด ถ้าผู้ป่วยมีลูก ลูกเสี่ยงที่จะเป็นโรคเท้าแสนปมได้ถึง 50% นอกจากนี้ยังสามารถพบได้จากความผิดปกติของยีนในร่างกาย ซึ่งไม่ได้รับมาจากบิดามารดาโดยตรงถึงร้อยละ 50 ของผู้ป่วยทั้งหมด

การรักษาโรคท้าวแสนปม
ปัจจุบันการรักษาโรคท้าวแสนปมยังไม่มีวิธีที่เห็นผลดีขนาดนั้น ส่วนมากจะรักษาตามอาการและทำการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้อาจจะทำการตรวจทางจักษุวิทยา ตรวจคัดกรองมะเร็ง และการตรวจวัดความดันโลหิตทุกปี สำหรับก้อนเนื้อตามผิวหนังหากเป็นก้อนเดี่ยวหรือมีจำนวนไม่มาก ถ้าหากอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดออก แต่ถึงแม้ตัดออกก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก
อย่างไรก็ตามโรคท้าวแสนปมไม่ใช่โรคติดต่อ โปรดเห็นใจผู้ป่วยและอย่ารังเกียจ เพราะผู้ป่วยต้องการกำลังใจเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

SERGISผลิตภัณฑ์ที่คู่ควรกับตับ

มะเร็งตับอ่อน

ตับอ่อนถือเป็นภัยใกล้ตัวที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในยุคสมัยนี้ แต่แม้จะไม่ได้พบได้บ่อยนักในประเทศไทย แต่จำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกๆปี ขณะที่องค์การอนามัยโลก รายงานว่ามะเร็งตับอ่อนนั้นเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 7 ของการเสียชีวิตทั่วโลก มะเร็งตับอ่อนถือเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงชนิดหนึ่งเนื่องจากมะเร็งชนิดนี้สามารถตรวจพบได้ยากและอาการแรกเริ่มไม่ค่อยผิดสังเกตเท่าไหร่

บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับอ่อน มีเพียงแค่อาการปวดท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร เท่านั้น หรือบางกรณีก็ไม่มีอาการแสดงออกมาเลย ส่วนมากมักตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพและแพทย์ได้ทำการเช็คค่าต่างๆโดยละเอียดจากผลการตรวจเลือด และฟิมล์เอกซเรย์ ซึ่งสาเหตุของโรค ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน

เบื้องต้นทางงานวิจัยได้พบว่ามาจากการสูบบุหรี่เป็นประจำ และรับประทานอาการที่มีไขมันสัตว์ในปริมาณสูง ซึ่งจะมีแนวโน้มในการเป็นมะเร็งตับอ่อนสูงมาก รวมไปถึงความผิดปกติทางพันธุกรรม ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคได้ และผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับตับอ่อน ไม่ว่าจะเป็นตับอ่อนอักเสบระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีถุงนำ้ในตับอ่อน

โดยการรักษาของโรคนี้ส่วนใหญ่จะต้องได้รับการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกก่อนอันดับแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ก้อนมะเร็งแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น แต่ก็ทำได้เฉพาะในกรณีที่ตรวจพบเร็วและยังมีขนาดที่ไม่กระทบร้ายแรงกับอวัยวะส่วนอื่น แต่ก็เป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากระยะแรกมักจะไม่มีอาการให้สังเกตุ จึงกว่าจะพบเข้าผู้ป่วยก็มีระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดได้แล้ว ดังนั้นเราควรจะหมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำทุกปี หากมีอาการที่รู้สึกว่าผิดปกติต่อร่างกายของควรก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะเป็นเรื่องสุขภาพของเรา ชีวิตของเรามีเพียงหนึ่ง จึงไม่ควรประมาทเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากจะตรวจสุขภาพและออกกำลังกายแล้ว เรายังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ SERGIS มาทานเพื่อบำรุงตับได้อีกด้วย

เผาผลาญไขมัน ด้วยผลไม้

สูตรสำเร็จตายตังที่ไม่มีวันเปลี่ยนไม่ว่าจะนานเท่าไรของการ “ลดน้ำหนัก” คือการควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ถ้าให้อธิบายการควบคุมอาหารอย่างสั้นๆ ก็คือการลดการทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว แป้งและน้ำตาลทั้งหลาย รวมถึงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์สูง เช่น ขาหมู เนื้อย่างติดมัน เป็นต้น และทดแทนอาหารเหล่านั้นด้วยผักผลไม้แทน

แต่ถ้าหากอยากให้การลดน้ำหนักของคุณเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้น อยากให้คุณได้ลองกินผลไม้เหล่านี้ เพราะมันช่วยให้ร่างกายของคุณ “เผาผลาญไขมัน” ที่สะสมอยู่ในร่างกายได้มากขึ้น

ผลไม้ช่วย “เผาผลาญไขมัน” อยากผอมต้องกิน

  • เชอร์รี่เปรี้ยว
    เชอร์รี่มีหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับสายพันธุ์ที่อยากแนะนำให้คนที่กำลังลดน้ำหนักได้ลิ้มลองกัน คือเชอร์รี่เปรี้ยว มีสีแดงเหมือนเชอร์รี่ทั่วไป แต่เป็นพันธุ์ที่มีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานการวิจัยว่า หลังจากให้หนูทดลองกินเชอร์รี่เปรี้ยวเป็นเวลา 12 สัปดาห์ หนูมีขนาดพุงที่ลดลงถึง 9% ซึ่งมากกว่าหนูที่ถูกเลี้ยงให้ควบคุมอาหารแนวตะวันตก หรือ Western Diet ธรรมดา

นอกจากนี้เชอร์รี่เปรี้ยวยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และลดอาการอักเสบต่างๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
    แม้ว่าจะยังคงเป็นผลไม้จากต่างประเทศ แต่หากได้รับรู้รสชาติ และสรรพคุณของมันแล้ว อาจจะทำให้เราอยากหามาลองกินกันด่วนๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีหลากหลายรสชาติให้เลือกกินกันอย่างมากมายแล้ว ยังมีพอลิฟีนอล (Polyphenol) ที่เป็นสารอาหารที่มีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน และเบาหวานได้อีกด้วย

ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยหญิงเท็กซัส ระบุว่า หนูทดลองที่กินเบอร์รี่ 3 หน่วย และผลเบอร์รี่เป็นอาหารทุกวัน ช่วยลดการเกิดเซลล์ไขมันในร่างกายได้มากถึง 73% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฯลฯ มากินกันทุกวันด้วยนะ

  • แตงโม
    เราอาจจะคิดว่าแตงโมลูกโตๆ หวานๆ เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำตาล แต่จริงๆ แล้วแตงโมถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยมาก จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ ระบุว่า การกินแตงโมช่วยลดการสะสมของไขมัน และลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย ดังนั้นนอกจากจะเป็นผลไม้สำหรับคนลดน้ำหนักแล้ว ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย

 

  • เกรฟฟรุต
    ผลไม้ตระกูลซิตรัสที่มีรสเปรี้ยวอมหวานและติดขมที่ปลายลิ้นนี้ ช่วยลดพุง และลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดีเลยทีเดียว งานวิจัยเผยว่า หากเรากินเกรฟฟรุตทุกมื้อเป็นเวลา 6 สัปดาห์ติดต่อกัน สามารถลดขนาดเอวลงได้เฉลี่ย 1 นิ้ว โดยนักวิจัยให้เหตุผลว่าอาจมาจากประโยชน์ของสารพฤกษเคมี และวิตามินซีที่มีอยู่ในเกรฟฟรุตนั่นเอง

 

  • แอปเปิ้ล
    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่น้ำตาลน้อย และยังมีกากใยอาหารสูง ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้ด้วยกากใยอาหารที่สูง จึงทำให้เป็นผลไม้ที่กินแล้วอิ่มง่าย อิ่มเร็วขึ้น จึงมักกินหลังมื้ออาหาร หรือใส่ลงไปในมื้ออาหารอย่าง สลัด The Wake Forest Baptist Medical Center ระบุว่า หากกินแอปเปิ้ลที่มีกากใยอาหาร 10 กรัมเป็นประจำ จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ 3.7% ภายในระยะเวลา 5 ปี

แอปเปิ้ลที่แนะนำให้ทาน จะเป็นแอผปิ้ลพันธุ์ผิวสีชมพู จะมีน้ำตาลน้อยที่สุด

  • ลูกท้อ พีช
    ลูกท้อ และพีช และผลไม้ตระกูลใกล้เคียง ช่วยป้องกันโรคเมแทบอลิกซินโดรม (ภาวะที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ฯลฯ) ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน และลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

 

  • แพร์ สาลี่
    นอกจากรสชาติหวานฉ่ำน้ำแล้ว ยังช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น แคลอรี่ต่ำ (100 กรัม ให้พลังงาน 56 KCal) กากใยอาหารของลูแพร์ และสาลี่ยังช่วยเรื่องการขับถ่าย มีวิตามินซี และเอสูง ช่วยลดอาการอักเสบ และยังดีต่อสุขภาพผิวโดยทั่วไปอีกด้วย

น้ำตาลในผลไม้เป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนักหากเรากินผลไม้เข้าไปทั้งลูก ทั้งชิ้น โดยเคี้ยวกลืนลงท้องไปพร้อมกับกากใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยลดน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และให้วิตามินกับร่างกายเต็มๆ ดังนั้นควรเลือกกินผลไม้สดเป็นลูก เป็นชิ้น มากกว่าน้ำผลไม้ น้ำผลไม้แยกกาก เพราะจะได้รับแต่น้ำตาลมากกว่าประโยชน์อื่นๆ

โรคโคเลสเตอรอลในเลือดสูง อย่านิ่งนอนใจ

โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด

โคเลสเตอรอลเป็นไขมัน ชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งได้รับมาจากอาหารที่มาจากสัตว์ อาหารที่มาจากพืชจะไม่มีโคเลสเตอรอล ส่วนร่างกายสร้างขึ้นเอง จากการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและ ไขมัน
หากมีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงในเลือด ซึ่งส่วนใหญ่ เกิดจาการกรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และไขมันอิ่มตัวมากเกินไป บางรายอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือจากโรคไต โรคตับ และโรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีผลทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง ถ้าหากเกิดที่เส้นเลือดแดงของหัวใจ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิตได้
การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร หรือไม่ โดยการงดอาหารทุกชนิดก่อนเจาะเลือด 12 ชม. จะทำให้วินิจฉัยโรคนี้ได้

สำหรับคำแนะนำในการป้องกันและรักษาโรคคลอเลสเตอรอลในเลือดสูง มีดังนี้

1. การจำกัดอาหารประเภทไขมัน เพราะอาหารที่มีไขมันมาก จะมีโคเลสเตอรอลสูงด้วย
2. รับประทานน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิคอย่างเพียงพอ ซึ่งมีผลทำให้เพิ่มการขับถ่ายโคเลสเตอรอลออกจากร่างกาย
3. รับประทานโคเลสเตอรอลให้น้อยลง ได้แก่ พวกเครื่องในสัตว์ โดยเฉพาะพวกสมอง หนังเป็ด หนังไก่ สำหรับไข่ซึ่งมี
โคเลสเตอรอลอยู่ 250-300 กรัม ใน 1 ฟอง ยังคงรับประทานได้อาจจะวันเว้นวัน หรือถ้ากลัวมากอาจทานแต่ไข่ขาว เพราะไม่มีโคเลสเตอรอล ผู้สูงอายุบางคนไม่ยอมทานไข่ ปรากฏว่าอาหารที่รับประทานอยู่มีโปรตีนที่มีคุณภาพน้อยไม่เพียงพอ บางทีทำให้เกิดโรคขาดโปรตีน
4. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาระดับของโคเลสเตอรอลในเลือดได้อีกวิธีหนึ่ง ทั้งนี้จะต้องควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
5. การรับคำแนะนำและการรักษาจากแพทย์ ซึ่งบางรายต้องรับการรักษาด้วยยา สำหรับควบคุมระดับโคเลสเตอรอล